
จัดทำบทความโดย
น.ส.จิดาภา กิจสวัสดิ์
เลขทะเบียน 5001208022
รายงานโดย :บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเชียไซรัส:
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เหตุการณ์ : เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลดูไบประกาศสองข่าวทั้งดีและร้าย ข่าวดีคือรัฐบาลดูไบประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งผู้ซื้อก็คือ สองแบงก์ที่ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลอาบูดาบี หุ้นกู้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการออกหุ้นกู้ทั้งหมด 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ของรัฐบาลดูไบ ตามมาด้วยข่าวร้ายที่คาดไม่ถึงคือการขอยืดการชำระหนี้ของ Dubai World (ถือหุ้นทั้งหมดโดยรัฐบาลดูไบ) และ Nakheel (บริษัทย่อยของ Dubai World) ไปเป็นสิ้นเดือนพ.ค. 2010 เป็นอย่างเร็ว โดย Nakheel มีหุ้นกู้ (Sukuk Bond) ที่จะครบกำหนดชำระในเดือนธ.ค.นี้ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และที่จะครบกำหนดชำระใน 1Q10 อีก 4,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ Dubai World มีหนี้ทั้งหมด 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 74% ของหนี้ทั้งหมดของรัฐบาลดูไบที่มีอยู่ประมาณ 89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ปัญหาของดูไบเกิดจากการลงทุนที่เกินตัว รัฐบาลมีโครงการมากมาย เช่น The Palm (เกาะรูปต้นปาล์ม) The World (เอาทรายไปถมทะเลสร้างเป็น 300 เกาะรูปแผนที่โลก) Nakheel Tower (ตึกที่สูงที่สุดในโลก) ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้สินประมาณ 8–9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับ GDP ของทั้งประเทศ ไม่มีเงินออม การลงทุนต่างๆ พึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศเป็นจำนวนมากเพราะทรัพยากรสำคัญของประเทศคือน้ำมันหมดไปหลายปีแล้ว รายได้หลักจึงมาจากการท่องเที่ยว ดูไบจึงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกในครั้งนี้อย่างรุนแรงตั้งแต่ 2Q08 หลังจากเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ผลกระทบ : เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในการลงทุน จะเห็นว่าทันทีที่รัฐบาลดูไบประกาศยืดชำระหนี้ CDS Spread ของรัฐบาลดูไบปรับขึ้นทันที 123 bps เป็น 459 bps แม้แต่ CDS Rate ของรัฐอาบูดาบีซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากก็ยังขยับขึ้นไปด้วยเล็กน้อย 10 bps ความกังวลในเรื่องปัญหา Credit Risk ที่บรรเทาลงไปมากหลังจากเกิดวิกฤต Lehman อาจกลับมาอีกรอบใหม่หากการปรับโครงสร้างหนี้ของดูไบไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมไม่ลำพังเฉพาะของ ดูไบ แต่อาจรวมถึงทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จะสูงขึ้น แบงก์ต่างๆ ที่ปล่อยกู้ให้ดูไบอาจต้องประสบปัญหาการตั้งสำรองเพิ่ม จากข้อมูลของ Emirates Banks Association พบว่าแบงก์ต่างชาติที่มีธุรกรรมกับ UAE มี Standard Charter, HSBC, Barclays, Citi, BNPP, RBS, Sumitomo Mitsui Banking Corp เป็นต้น
บริษัทจดทะเบียนในไทยได้รับผลกระทบน้อยมาก
กลุ่มรับเหมา : ITD กับ NWR ร่วมลงทุนในดูไบคือ ITD-Nawarat สัดส่วนถือหุ้น ITD : NWR = 60:40 และ QINA Contracting L.L.C ทุนจดทะเบียน AED 3 ล้านดีแรมห์ (29.5 ล้านบาท) โดย NWR ถือ 20% (5.9 ล้านบาท) และ ITD ถือ 24% ทั้งสองบริษัทมีเงินกู้ระยะในบริษัทร่วมทุนในดูไบ 157 ล้านบาท และลูกหนี้อีก 11 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งสำรองแล้ว NWR – มีเงินกู้และลูกหนี้ ~120 ล้านบาท
PLE ไม่กระทบเพราะขายหุ้นบริษัทร่วม Power Line Gulf Construction L.L.C (PLGC) Dubai, U.A. (ถือ 25%) ~3.2 ล้านบาท และตัดจ่ายหนี้ทั้งหมด 130 ล้านบาท ไปแล้วตั้งแต่ 1 ก.ย. 2552 ส่วน CK และ STEC ไม่มีงานในดูไบ
กลุ่มแบงก์ : KTB, TMB, KBANK ไม่มีเงินลงทุนและเงินให้สินเชื่อ SCB มีเงินให้สินเชื่อให้กับโครงการคอนโดนอร์ทเทิร์นสาทร ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่โดย Dubai World มีสินเชื่อที่คงค้างอยู่หลักร้อยล้านบาท (จากวงเงิน 3,000 ล้านบาท) ซึ่งหากเสียหายทั้งจำนวนจะมีผลต่อกำไรเพียง 2-3% (จากคาดการณ์กำไรทั้งปีราว 2.1 หมื่นล้านบาท) BAY มีประมาณ 500 ล้านบาท เป็น General Investment ในตราสารหนี้ซึ่งออกโดยภาคเอกชน และมีรัฐบาลดูไบค้ำประกันราว 500 ล้านบาท ขณะนี้ยังมีการจ่ายดอกเบี้ยตามปกติ ถ้าต้อง Write-Off จะกระทบกำไรปี 2552 ประมาณ 8% (คาดการณ์กำไรทั้งปีอยู่ที่ราว 6,500 ล้านบาท) BBL มีเงินให้สินเชื่อในดูไบเล็กน้อย (เราคาดว่าไม่น่าเกิน 1,000 ล้านบาท) และไม่มีพอร์ตเงินลงทุน
กลุ่มบริการ : BH ขายเงินลงทุนในดูไบไปแล้วเป็นเงินประมาณ 6 แสนเหรียญสหรัฐ มีการรับบริหารโรงพยาบาลในรัฐอาบูดาบี ส่วน MINT ไม่มีเงินลงทุนในดูไบ การรับจ้างบริหารโรงแรมในดูไบนั้น โรงแรมดังกล่าวจะสร้างเสร็จในปี 2555
หุ้น Domestic Plays ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวยังน่าสนใจ : แบงก์ (โดยเฉพาะทีมีประเด็น M&A) เกษตรและอาหาร ค้าปลีก โรงไฟฟ้าและน้ำประปา บันเทิง โรงพยาบาล
ที่มาhttp://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=78679
น.ส.จิดาภา กิจสวัสดิ์
เลขทะเบียน 5001208022
รายงานโดย :บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเชียไซรัส:
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เหตุการณ์ : เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลดูไบประกาศสองข่าวทั้งดีและร้าย ข่าวดีคือรัฐบาลดูไบประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งผู้ซื้อก็คือ สองแบงก์ที่ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลอาบูดาบี หุ้นกู้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการออกหุ้นกู้ทั้งหมด 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ของรัฐบาลดูไบ ตามมาด้วยข่าวร้ายที่คาดไม่ถึงคือการขอยืดการชำระหนี้ของ Dubai World (ถือหุ้นทั้งหมดโดยรัฐบาลดูไบ) และ Nakheel (บริษัทย่อยของ Dubai World) ไปเป็นสิ้นเดือนพ.ค. 2010 เป็นอย่างเร็ว โดย Nakheel มีหุ้นกู้ (Sukuk Bond) ที่จะครบกำหนดชำระในเดือนธ.ค.นี้ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และที่จะครบกำหนดชำระใน 1Q10 อีก 4,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ Dubai World มีหนี้ทั้งหมด 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 74% ของหนี้ทั้งหมดของรัฐบาลดูไบที่มีอยู่ประมาณ 89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ปัญหาของดูไบเกิดจากการลงทุนที่เกินตัว รัฐบาลมีโครงการมากมาย เช่น The Palm (เกาะรูปต้นปาล์ม) The World (เอาทรายไปถมทะเลสร้างเป็น 300 เกาะรูปแผนที่โลก) Nakheel Tower (ตึกที่สูงที่สุดในโลก) ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้สินประมาณ 8–9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับ GDP ของทั้งประเทศ ไม่มีเงินออม การลงทุนต่างๆ พึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศเป็นจำนวนมากเพราะทรัพยากรสำคัญของประเทศคือน้ำมันหมดไปหลายปีแล้ว รายได้หลักจึงมาจากการท่องเที่ยว ดูไบจึงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกในครั้งนี้อย่างรุนแรงตั้งแต่ 2Q08 หลังจากเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ผลกระทบ : เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในการลงทุน จะเห็นว่าทันทีที่รัฐบาลดูไบประกาศยืดชำระหนี้ CDS Spread ของรัฐบาลดูไบปรับขึ้นทันที 123 bps เป็น 459 bps แม้แต่ CDS Rate ของรัฐอาบูดาบีซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากก็ยังขยับขึ้นไปด้วยเล็กน้อย 10 bps ความกังวลในเรื่องปัญหา Credit Risk ที่บรรเทาลงไปมากหลังจากเกิดวิกฤต Lehman อาจกลับมาอีกรอบใหม่หากการปรับโครงสร้างหนี้ของดูไบไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมไม่ลำพังเฉพาะของ ดูไบ แต่อาจรวมถึงทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จะสูงขึ้น แบงก์ต่างๆ ที่ปล่อยกู้ให้ดูไบอาจต้องประสบปัญหาการตั้งสำรองเพิ่ม จากข้อมูลของ Emirates Banks Association พบว่าแบงก์ต่างชาติที่มีธุรกรรมกับ UAE มี Standard Charter, HSBC, Barclays, Citi, BNPP, RBS, Sumitomo Mitsui Banking Corp เป็นต้น
บริษัทจดทะเบียนในไทยได้รับผลกระทบน้อยมาก
กลุ่มรับเหมา : ITD กับ NWR ร่วมลงทุนในดูไบคือ ITD-Nawarat สัดส่วนถือหุ้น ITD : NWR = 60:40 และ QINA Contracting L.L.C ทุนจดทะเบียน AED 3 ล้านดีแรมห์ (29.5 ล้านบาท) โดย NWR ถือ 20% (5.9 ล้านบาท) และ ITD ถือ 24% ทั้งสองบริษัทมีเงินกู้ระยะในบริษัทร่วมทุนในดูไบ 157 ล้านบาท และลูกหนี้อีก 11 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งสำรองแล้ว NWR – มีเงินกู้และลูกหนี้ ~120 ล้านบาท
PLE ไม่กระทบเพราะขายหุ้นบริษัทร่วม Power Line Gulf Construction L.L.C (PLGC) Dubai, U.A. (ถือ 25%) ~3.2 ล้านบาท และตัดจ่ายหนี้ทั้งหมด 130 ล้านบาท ไปแล้วตั้งแต่ 1 ก.ย. 2552 ส่วน CK และ STEC ไม่มีงานในดูไบ
กลุ่มแบงก์ : KTB, TMB, KBANK ไม่มีเงินลงทุนและเงินให้สินเชื่อ SCB มีเงินให้สินเชื่อให้กับโครงการคอนโดนอร์ทเทิร์นสาทร ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่โดย Dubai World มีสินเชื่อที่คงค้างอยู่หลักร้อยล้านบาท (จากวงเงิน 3,000 ล้านบาท) ซึ่งหากเสียหายทั้งจำนวนจะมีผลต่อกำไรเพียง 2-3% (จากคาดการณ์กำไรทั้งปีราว 2.1 หมื่นล้านบาท) BAY มีประมาณ 500 ล้านบาท เป็น General Investment ในตราสารหนี้ซึ่งออกโดยภาคเอกชน และมีรัฐบาลดูไบค้ำประกันราว 500 ล้านบาท ขณะนี้ยังมีการจ่ายดอกเบี้ยตามปกติ ถ้าต้อง Write-Off จะกระทบกำไรปี 2552 ประมาณ 8% (คาดการณ์กำไรทั้งปีอยู่ที่ราว 6,500 ล้านบาท) BBL มีเงินให้สินเชื่อในดูไบเล็กน้อย (เราคาดว่าไม่น่าเกิน 1,000 ล้านบาท) และไม่มีพอร์ตเงินลงทุน
กลุ่มบริการ : BH ขายเงินลงทุนในดูไบไปแล้วเป็นเงินประมาณ 6 แสนเหรียญสหรัฐ มีการรับบริหารโรงพยาบาลในรัฐอาบูดาบี ส่วน MINT ไม่มีเงินลงทุนในดูไบ การรับจ้างบริหารโรงแรมในดูไบนั้น โรงแรมดังกล่าวจะสร้างเสร็จในปี 2555
หุ้น Domestic Plays ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวยังน่าสนใจ : แบงก์ (โดยเฉพาะทีมีประเด็น M&A) เกษตรและอาหาร ค้าปลีก โรงไฟฟ้าและน้ำประปา บันเทิง โรงพยาบาล
ที่มาhttp://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=78679
คำถาม
1.Dubai World มีหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นของหนี้ของรัฐบาล
2.บริษัทจดทะเบียนในไทยได้รับผลกระทบน้อยมาก ได้แก่กลุ่มใดบ้าง
3.กลุ่มรับเหมาPLEไม่มีผลกระทบเพราะเหตุใด
คำตอบคือ
ตอบลบ1.Dubai World มีหนี้ทั้งหมด 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 74%
2.กลุ่มรับเหมา : ITD กับ NWR ร่วมลงทุนในดูไบคือ ITD-Nawarat สัดส่วนถือหุ้น ITD : NWR = 60:40 และ QINA Contracting L.L.C ทุนจดทะเบียน AED 3 ล้านดีแรมห์ (29.5 ล้านบาท) โดย NWR ถือ 20% (5.9 ล้านบาท) และ ITD ถือ 24%
3.เพราะขายหุ้นบริษัทร่วม Power Line Gulf Construction L.L.C (PLGC) Dubai, U.A. (ถือ 25%) ~3.2 ล้านบาท และตัดจ่ายหนี้ทั้งหมด 130 ล้านบาท ไปแล้วตั้งแต่ 1 ก.ย. 2552 ส่วน CK และ STEC ไม่มีงานในดูไบ
นางสาว จุฑามาศ แสงอุทัย 5001208100
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบคำตอบคือ
ตอบลบ1.Dubai World มีหนี้ทั้งหมด 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 74%
2. กลุ่มรับเหมา : ITD กับ NWR ร่วมลงทุนในดูไบคือ ITD-Nawarat สัดส่วนถือหุ้น ITD : NWR = 60:40 และ QINA Contracting L.L.C ทุนจดทะเบียน AED 3 ล้านดีแรมห์ (29.5 ล้านบาท) โดย NWR ถือ 20% (5.9 ล้านบาท) และ ITD ถือ 24%
3.เพราะขายหุ้นบริษัทร่วม Power Line Gulf Construction L.L.C (PLGC) Dubai, U.A. (ถือ 25%) ~3.2 ล้านบาท และตัดจ่ายหนี้ทั้งหมด 130 ล้านบาท ไปแล้วตั้งแต่ 1 ก.ย. 2552 ส่วน CK และ STEC ไม่มีงานในดูไบ
นายภณ อภิรักษ์กิจกุศล 5001208041