วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พิษเศรษฐกิจซบ กดรายได้ทีโอทีหด

จัดทำโดย
นางสาวภารดี ฉัตร์เท เลขทะเบียน 5001208004
เรื่อง พิษเศรษฐกิจซบ กดรายได้ทีโอทีหด ปีหน้ารุกอินเทอร์เน็ตปรับปรุงโครงข่าย ลุย 3จี


16 ธ.ค. - นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค. 52) ทีโอทีมีรายได้รวม 59,068.60 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 59,788.10 ล้านบาท แต่คาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ 70,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากการบริหารงานของทีโอที 22,355 ล้านบาท รายได้ส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาร่วมการงาน 17,742 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิ 6,047.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ส่วนตลอดทั้งปีคาดว่าจะมีกำไร 5,600 ล้านบาท เนื่องจากมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระ โดยเฉพาะการฟ้องร้องภาษีสรรพสามิต ซึ่งทีโอทีต้องกันเงินสำรองไว้จ่าย 2,900 ล้านบาท ขณะค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 53,021 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมากว่า 1,052 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายรายได้ปี 2553 ตั้งเป้าว่าจะมีรายได้รวม 59,000ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,500-5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ สาเหตุที่รายได้ลดลงเพราะเศรษฐกิจซบเซา และรายได้โทรศัพท์พื้นฐานลดลงด้วย แต่รายได้จากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) เพิ่มขึ้น จากเดิมมีลูกค้า 240,000 ราย เพิ่มเป็น 892,720 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคหันมาใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทีโอทีก็จะเน้นการให้บริการอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะจะช่วยทำให้รายได้ทีโอทีเพิ่มขึ้น ทดแทนรายได้จากโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์สาธารณะที่ลดลง
“รายได้ธุรกิจโทรคมนาคมขึ้นอยู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดังนั้น หากเศรษฐกิจขยายตัว 3% รายได้ของทีโอทีก็เพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจ และอย่างเช่นกรณีเหตุการณ์ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทำให้การลงทุนหยุดชะงัก ก็ส่งผลกระทบต่อรายได้ เพราะเมื่อการลงทุนไม่เกิน ก็ไม่มีการใช้โทรคมนาคมเช่นกัน”นายวรุธ กล่าว
นายวรุธ กล่าวว่า สำหรับปี 2553 ทีโอทีมีงบลงทุนกว่า 8,500 ล้านบาท โดยจะเน้นการปรับโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน การให้บริการอินเทอร์เน็ต การขยายการให้บริการไฟเบอร์ทูเดอะโฮม ที่จะให้บริการโทรคมนาคมอย่างครบวงจรภายในบ้าน ส่วนการให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3จี ทีโอทีกำลังทำแผนธุรกิจเพื่อเสนอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อนำเสนอที่ประชุม ครม.ต่อไป ส่วนเรื่องการแปรสัญญาสัมปทานนั้น ทีโอทีกำลังเร่งดำเนินการตามขั้นตอนของการตีความสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ถูกต้องตามขั้นตอน และหลังจากนั้นก็จะนำเสนอ ครม.เพื่อรับทราบต่อไป . - สำนักข่าวไทย


ที่มา : MCOT NEWS [http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTEzMDM4NyZudHlwZT10ZXh0]

คำถาม
1.สาเหตุใดที่ทำให้รายได้ TOT ลดลง
2.รายได้ทางใดที่สามารถทำให้ TOT มีรายได้ต่อเนื่อง
3.TOT มีรายได้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาอยู่เท่าใด

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เงินบาทแข็งค่า...หนี้ดูไบเริ่มคลี่คลาย

จัดทำบทความโดย
นายกิรติ ดิเรกรัตน์
เลขทะเบียน 5001208042


ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 30 พ.ย.- 4 ธ.ค. 2552) ค่าเงินบาทปรับตัวใน ทิศทางแข็งค่า โดยสัปดาห์นี้ปรับตัวในช่วง 33.02-33.39 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 33.21 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์
โดยฟื้นตัวขึ้นตามค่าเงินภูมิภาคหลัง นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ของดูไบเวิลด์ จำนวน 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเริ่มมีการขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาอีกครั้ง หลังธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้เสนอให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ธนาคารต่างๆ ในดูไบ เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องแก่ธนาคาร และเป็นการจัดการด้านนโยบายเพื่อแก้ไขวิกฤตในขั้นแรก ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยลดความกังวลที่ว่าวิกฤตหนี้จะลุกลามทำให้การปล่อยสินเชื่อหยุดชะงัก และส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ดี แม้เงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลง แต่เงินบาทยังทรงตัวที่ระดับ 33.18 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์เนื่องจากยังขาดปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นต่อ ก่อนที่จะปรับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น หลังดูไบเวิลด์เผยแผนปรับโครงสร้างหนี้น้อยกว่าที่ตลาดคาด
ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีช่วยสร้างความหวังให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกันการเข้าแทรกแซงตลาดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เริ่มชะลอลงยังเป็นอีกปัจจัยที่ส่งให้เงินบาททะยานขึ้นสู่ระดับ 33.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนจะปรับตัวในกรอบแคบๆ ที่ระดับ 33.11 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางปริมาณธุรกรรมที่ค่อนข้างเบาบางในช่วงก่อนวันหยุดยาวสุดสัปดาห์
อีกทั้งนักลงทุนบางส่วนชะลอการทำธุรกรรมเพื่อรอการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานสหรัฐในช่วงค่ำวันศุกร์ โดยคาดว่าการจ้างงานของสหรัฐ จะลดลง 1.3 แสนตำแหน่ง ลดลงเมื่อเทียบกับ 1.9 แสนตำแหน่ง ในเดือนต.ค. ขณะที่อัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 10.2% เช่นเดิม
ในช่วงสัปดาห์นี้ (วันที่ 8-11 ธ.ค. 2552) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ คาดว่าเงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบที่ใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวในช่วง 33.05-33.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากธุรกรรมที่ค่อนข้างเบาบางในช่วงปลายปี
ขณะที่ยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาในตลาด อย่างไรก็ดีเงินเหรียญสหรัฐยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงและภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวดี คาดว่ายังเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินภูมิภาค รวมทั้งเงินบาทให้มีโอกาสปรับแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ดี สำหรับปัจจัยในประเทศยังต้องระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองจากการนัดชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงปลายสัปดาห์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น และอาจเป็นปัจจัยจำกัดการแข็งค่าของเงินบาท ในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ที่ต้องจับตาในช่วงสัปดาห์นี้ ตลาดให้ความสนใจข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงปลายสัปดาห์ ได้แก่ ข้อมูลสต๊อกสินค้าภาคค้าส่งข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ การเผยงบประมาณของรัฐบาลกลาง ยอดค้าปลีก รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในช่วงปลายสัปดาห์ โดยคาดว่าข้อมูลจะออกมาดีเป็นส่วนใหญ่ และจะช่วยหนุนให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นต่อได้


ที่มาhttp://www.posttoday.com/finance.php?id=79551

คำถาม

1.ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 30 พ.ย.- 4 ธ.ค. 2552) ค่าเงินบาทปรับตัวใน ทิศทางใด

2.อัตราการว่างงานสหรัฐในช่วงค่ำวันศุกร์ โดยคาดว่าการจ้างงานของสหรัฐ จะลดลงเท่าไร

3.ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ที่ต้องจับตาในช่วงสัปดาห์นี้คือสิ่งใด