จัดทำบทความโดย
นางสาวภารดี ฉัตร์เท เลขทะเบียน 5001208004
เรื่อง คาดปีหน้าเงินบาทแข็งต่อเนื่องที่ 31.50 บาท/เหรียญ
กสิกรไทย คาด ปีหน้าค่าบาทยังแข็งต่อเนื่องตามค่างเงินในภูมิภาค แจงเหตุที่ไม่สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เพราะกลัวเงินทุนไหลเข้าทำบาทแข็งหนักเมื่อวันที่ 25 พ.ย. นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ค่าเงินบาทของไทยมีแนวโน้มแข็งตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงกลางปี 2553 เชื่อว่าเงินบาทจะอยู่ที่ 32.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และสิ้นปี 2553 อยู่ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเกิดจากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลาร์สหรัฐฯ โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจะเป็นไปทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค อย่างไรก็ตามตัวเลขประมาณค่าเงินบาทในปีหน้ายังไม่รวมปัจจัยเสี่ยงด้าน การเมือง “การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท สิ่งที่ต้องจับตาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งต้องยอมว่าในปีนี้ธปท.มีการแทรกแซงเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากตัวเลขทุนสำรองในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มขึ้น 70,000-80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นเท่าตัว ดังนั้นค่าเงินบาทของไทยจะแข็งค่าขึ้นรวดเร็วแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการเข้าไปแทรกแซงของธปท.” ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธ.กสิกรไทย กล่าวนายธิติ กล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่า จะปรับขึ้นเร็วที่สุดคาดว่าจะเป็นช่วงกลางปี 2553 เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย หากธปท.ขึ้นดอกเบี้ยก็จะส่งผลให้เกิดเงินทุนไหลเข้า เป็นตัวกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ดังนั้นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของประเทศไทยต้องสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของเฟด ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธ.กสิกรไทย กล่าวด้วยว่า ธุรกิจตลาดทุนในปีหน้า คาดว่าภาคเอกชนจะมีการออกหุ้นกู้ 225,000 ล้านบาท และธนาคารมีส่วนแบ่งการตลาด 56,250 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25 % ของตลาด ส่วนการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองคาดว่าจะมีมูลค่า 3.5 ล้านล้านบาท โดยธนาคารมีส่วนแบ่งตลาด 525,000 ล้านบาท หรือ 15 % ขณะที่การปล่อยสินเชื่อร่วม หรือสินเชื่อซินดิเคท ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบจะอยู่ที่ 130,000 ล้านบาท โดยธนาคารคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาด 40,000 ล้านบาท หรือ 30 % ของตลาด ส่วนการปล่อยสินเชื่อโครงการที่น่าสนใจ จะเป็นปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะ 16 โครงการธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 175,000 ล้านบาทที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/eco/49160)
คำถาม
1.สิ่งใดที่ต้องจับตาดูจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
2.แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเป็นอย่างไร
3.การคาดการณ์ของตลาดทุนปีหน้าเป็นอย่างไร
คำตอบคือ
ตอบลบ1. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย
2. จะปรับขึ้นเร็วที่สุดคาดว่าจะเป็นช่วงกลางปี 2553
3.คาดว่าภาคเอกชนจะมีการออกหุ้นกู้ 225,000 ล้านบาท และธนาคารมีส่วนแบ่งการตลาด 56,250 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25 % ของตลาด ส่วนการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองคาดว่าจะมีมูลค่า 3.5 ล้านล้านบาท โดยธนาคารมีส่วนแบ่งตลาด 525,000 ล้านบาท หรือ 15 % ขณะที่การปล่อยสินเชื่อร่วม หรือสินเชื่อซินดิเคท ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบจะอยู่ที่ 130,000 ล้านบาท โดยธนาคารคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาด 40,000 ล้านบาท หรือ 30 % ของตลาด
ชื่อ-สกุล นายถาวร ฉันททวีวงศ์
เลขทะเบียน 5001208026
คำตอบคือ
ตอบลบข้อ 1. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย
ข้อ 2. ช่วงกลางปี 2553
ข้อ 3. คาดว่าภาคเอกชนจะมีการออกหุ้นกู้ 225,000 ล้านบาท และธนาคารมีส่วนแบ่งการตลาด 56,250 ล้านบา
นายศิริชัย อมรวณิชศักดิ์ เลขทะเบียน 5001208056
ข้อ 1. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย
ตอบลบข้อ 2. ปรับตัวขึ้นในช่วงกลางปี 2553
ข้อ 3. คาดว่าภาคเอกชนจะมีการออกหุ้นกู้ 225,000 ล้านบาท และธนาคารมีส่วนแบ่งการตลาด 56,250 ล้านบาทหรือคิดเป็น 25 % ของตลาด
นางสาวมณีนาจ ประเสริฐสิงห์กุล 5001208043