วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

ห่วงสัญญาณฟองสบู่


จัดทำบทความโดย
นายกิรติ ดิเรกรัตน์ เลขทะเบียน 5001208042


กนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% เนื่องจากมองว่าแม้เศรษฐกิจขณะนี้จะปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยการบริโภคภาคเอกชนในหมวดรถยนต์ รายได้จากการท่องเที่ยว การเกษตร และการส่งออก แต่การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ
ไพบูลย์ กิตติศรีกังวานนอกจากนั้น กนง.มองว่าเงินเฟ้อยังต่ำ แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นนั้น ดังนั้นการเลือกคงระดับอัตราดอกเบี้ยให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จากนั้นค่อยพิจารณาปรับดอกเบี้ยก็ยังไม่สาย
“ถ้าเราถอนแรงกระตุ้นเร็วเกินไป ก็อาจทำให้เศรษฐกิจสะดุดไม่ต่อเนื่อง แต่ถ้าปล่อยดอกเบี้ยต่ำไว้นานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูง ก็อาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ อันตรายต่อเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยแท้จริงยังติดลบเราต้องจับตาเรื่องนี้ใกล้ชิดขึ้น แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักดู แล้วค่อยๆ ทยอยถอนนโยบายในการกระตุ้น” นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินในปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้ว ที่เศรษฐกิจตกต่ำในรอบ 60-70 ปี การดำเนินนโยบายของไทยก็มุ่งบรรเทาผลกระทบ เพื่อฟื้นฟูไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำ ให้สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว ซึ่งที่ผ่านมาการทำมาตรการทางการเงินและการคลัง ก็ทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นได้เร็วกว่าที่คาด
สำหรับปีนี้การดำเนินนโยบายการเงินจะมุ่งเน้นดูแลให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น ให้ฟื้นตัวได้ยั่งยืน โดยภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้ภาครัฐทยอยถอนนโยบายในการกระตุ้นลง แต่ในการถอนก็ต้องไม่ให้เศรษฐกิจสะดุด
อย่างไรก็ตาม ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ดอกเบี้ยจะปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่กนง.อาจมีความเห็นให้ดอกเบี้ยขึ้นเร็วหรือช้ากว่าที่ตลาดคาดก็ได้
ขณะที่ธนาคารกลางจีน มีนโยบายการเงินเพิ่มความเข้ม สั่งให้ธนาคารเพิ่มทุนสำรองจากเกณฑ์ปกติอีก 0.5% เพื่อลดสภาพคล่องส่วนเกินในระบบลดลง ให้เศรษฐกิจเข้าสู่สมดุลเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงการเกิดฟองสบู่ และลดการปล่อยกู้นั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า กนง.ได้มีการหารือกันบ้าง และได้นำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาด้วย แต่ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ธปท.ออกนโยบายแบบจีน หรือปรับดอกเบี้ยเร็วขึ้นหรือไม่ ต้องดูให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยด้วย
นายไพบูลย์ กล่าวว่า เท่าที่ดูขณะนี้ไทยยังไม่จำเป็นต้องรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ในระยะต่อไปก็ต้องพิจารณาด้วย เพราะถ้าปล่อยดอกเบี้ยต่ำไว้นานไป ก็อาจทำให้มีการคาดการณ์เงินเฟ้อข้างหน้าสูงขึ้นได้
ทั้งนี้ โดยการพิจารณาปรับดอกเบี้ยหรือไม่ กนง.จะพิจารณาจากปัจจัย 3 ด้านหลัก คือ 1.เพื่อการรักษาเสถียรภาพด้านราคาหรืออัตราเงินเฟ้อให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจในระยะยาว 2.ในช่วงที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตที่ต่อเนื่อง ฉะนั้นในระยะข้างหน้าจะเปลี่ยนดอกเบี้ยก็ต้องไม่ให้เป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย และ 3.ถึงจะมี 2 ปัจจัยข้างต้นแล้ว แต่หากปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำนานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูงมาก ก็อาจทำให้เกิดฟองสบู่เป็นอันตรายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นต้องประเมินเศรษฐกิจเป็นระยะ เพื่อพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้สมดุลกับสถานการณ์ปกติด้วย
ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ในส่วนของภาวะเงินทุนไหลเข้าปีนี้ที่กนง.มองว่าจะมีความผันผวนมากขึ้น และมีแนวโน้มที่เงินทุนจะไหลเข้ามามากขึ้น แต่ก็ยังไม่น่าห่วง เพราะหากพิจารณาจากปัจจัยของเศรษฐกิจไทยก็ต้องยอมรับว่า มีทั้งปัจจัยที่เอื้อให้เงินทุนไหลเข้ามาเพิ่ม และมีปัจจัยที่ไม่เอื้อด้วย ซึ่งหากดูจากปริมาณเงินทุนไหลเข้าที่เข้ามาในตลาดหุ้นของประเทศในภูมิภาค 6 ประเทศ ที่มีเข้ามาประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา มีไหลเข้ามาในไทยประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น และการตัดสินใจไหลเข้ามาต้องดูปัจจัย ความเชื่อมั่นของนักลงทุน เสถียรภาพเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมืองด้วย
คำถาม
1.ธนาคารกลางจีน มีนโยบายการเงินเพิ่มความเข้ม สั่งให้ธนาคารเพิ่มทุนสำรองจากเกณฑ์ปกติอีกเท่าใด
2.ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ประชุมมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่
3.ปริมาณเงินทุนไหลเข้าที่เข้ามาในตลาดหุ้นของประเทศในภูมิภาค 6 ประเทศ ที่มีเข้ามาประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา มีไหลเข้ามาในไทยประมาณเท่าใด

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

เจแปน แอร์ไลน์ส เตรียมยื่นขอล้มละลาย 19 ม.ค.นี้


จัดทำโดย น.ส.จิดาภา กิจสวัสดิ์
เรื่อง เจแปน แอร์ไลน์ส เตรียมขอล้อมละลาย 19 ม.ค.นี้
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าสายการบินเจแปน แอร์ไลนส์ อาจยื่นเรื่องขอล้มละลายในวันที่ 19 ม.ค.นี้ ภายใต้แผนปรับโครงสร้างที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น การลดตำแหน่งงาน 13,000 ตำแหน่ง..เมื่อวันที่ 9 ม.ค. หนังสือพิมพ์นิกเคอิ รายงานโดยไม่อ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นชอบทางเลือกให้ สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส ยื่นขอล้มละลายต่อศาล ซึ่งเป็นข้อเสนอของหน่วยงานกำกับดูแลการฟื้นฟูกิจการของเจเอแอล ที่รัฐให้การสนับสนุน ทำให้เจเอแอล สามารถยื่นขอล้มละลายต่อศาลเขตโตเกียวได้ในวันที่ 19 ม.ค. ตรงกับรายงานของหนังสือพิมพ์อาซาฮีหนังสือพิมพ์นิกเคอิ ระบุว่า ภายใต้แผนปรับโครงสร้าง เจเอแอล จะลดตำแหน่งงาน 13,000 ตำแหน่ง ในช่วง 3 ปีข้างหน้า และจะยกเลิกเส้นทางการบินเกือบ 50 เส้นทาง ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลการฟื้นฟูกิจการของเจเอแอล จะขอให้ธนาคารยกหนี้ 3.5 แสนล้านเยน (ราว 1.26 แสนล้านบาท) เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้สินของเจเอแอล.
คำถาม
1.สายการบินเปนแอร์ไลน์สเตรียมลดตำแหน่งพนักงานทั้งหมดกี่ตำแหน่ง ภายใต้แผนปรับโครงสร้างที่รัฐบาลสนับสนุน
2.การยื่นขอล้มละลายของส่ยการบินเจแปนแอร์ไลน์สเป็นข้อเสนอของหน่วยงานใด
3.หน่วยงานกำกับดูแลการฟื้นฟูกิจการของเจเอแอลขอให้ธนาคารยกหนี้ให้เท่าไหร่เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ของเจเอแอล

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พิษเศรษฐกิจซบ กดรายได้ทีโอทีหด

จัดทำโดย
นางสาวภารดี ฉัตร์เท เลขทะเบียน 5001208004
เรื่อง พิษเศรษฐกิจซบ กดรายได้ทีโอทีหด ปีหน้ารุกอินเทอร์เน็ตปรับปรุงโครงข่าย ลุย 3จี


16 ธ.ค. - นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค. 52) ทีโอทีมีรายได้รวม 59,068.60 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 59,788.10 ล้านบาท แต่คาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ 70,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากการบริหารงานของทีโอที 22,355 ล้านบาท รายได้ส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาร่วมการงาน 17,742 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิ 6,047.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ส่วนตลอดทั้งปีคาดว่าจะมีกำไร 5,600 ล้านบาท เนื่องจากมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระ โดยเฉพาะการฟ้องร้องภาษีสรรพสามิต ซึ่งทีโอทีต้องกันเงินสำรองไว้จ่าย 2,900 ล้านบาท ขณะค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 53,021 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมากว่า 1,052 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายรายได้ปี 2553 ตั้งเป้าว่าจะมีรายได้รวม 59,000ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,500-5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ สาเหตุที่รายได้ลดลงเพราะเศรษฐกิจซบเซา และรายได้โทรศัพท์พื้นฐานลดลงด้วย แต่รายได้จากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) เพิ่มขึ้น จากเดิมมีลูกค้า 240,000 ราย เพิ่มเป็น 892,720 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคหันมาใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทีโอทีก็จะเน้นการให้บริการอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะจะช่วยทำให้รายได้ทีโอทีเพิ่มขึ้น ทดแทนรายได้จากโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์สาธารณะที่ลดลง
“รายได้ธุรกิจโทรคมนาคมขึ้นอยู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดังนั้น หากเศรษฐกิจขยายตัว 3% รายได้ของทีโอทีก็เพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจ และอย่างเช่นกรณีเหตุการณ์ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทำให้การลงทุนหยุดชะงัก ก็ส่งผลกระทบต่อรายได้ เพราะเมื่อการลงทุนไม่เกิน ก็ไม่มีการใช้โทรคมนาคมเช่นกัน”นายวรุธ กล่าว
นายวรุธ กล่าวว่า สำหรับปี 2553 ทีโอทีมีงบลงทุนกว่า 8,500 ล้านบาท โดยจะเน้นการปรับโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน การให้บริการอินเทอร์เน็ต การขยายการให้บริการไฟเบอร์ทูเดอะโฮม ที่จะให้บริการโทรคมนาคมอย่างครบวงจรภายในบ้าน ส่วนการให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3จี ทีโอทีกำลังทำแผนธุรกิจเพื่อเสนอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อนำเสนอที่ประชุม ครม.ต่อไป ส่วนเรื่องการแปรสัญญาสัมปทานนั้น ทีโอทีกำลังเร่งดำเนินการตามขั้นตอนของการตีความสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ถูกต้องตามขั้นตอน และหลังจากนั้นก็จะนำเสนอ ครม.เพื่อรับทราบต่อไป . - สำนักข่าวไทย


ที่มา : MCOT NEWS [http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTEzMDM4NyZudHlwZT10ZXh0]

คำถาม
1.สาเหตุใดที่ทำให้รายได้ TOT ลดลง
2.รายได้ทางใดที่สามารถทำให้ TOT มีรายได้ต่อเนื่อง
3.TOT มีรายได้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาอยู่เท่าใด

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เงินบาทแข็งค่า...หนี้ดูไบเริ่มคลี่คลาย

จัดทำบทความโดย
นายกิรติ ดิเรกรัตน์
เลขทะเบียน 5001208042


ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 30 พ.ย.- 4 ธ.ค. 2552) ค่าเงินบาทปรับตัวใน ทิศทางแข็งค่า โดยสัปดาห์นี้ปรับตัวในช่วง 33.02-33.39 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 33.21 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์
โดยฟื้นตัวขึ้นตามค่าเงินภูมิภาคหลัง นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ของดูไบเวิลด์ จำนวน 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเริ่มมีการขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาอีกครั้ง หลังธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้เสนอให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ธนาคารต่างๆ ในดูไบ เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องแก่ธนาคาร และเป็นการจัดการด้านนโยบายเพื่อแก้ไขวิกฤตในขั้นแรก ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยลดความกังวลที่ว่าวิกฤตหนี้จะลุกลามทำให้การปล่อยสินเชื่อหยุดชะงัก และส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ดี แม้เงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลง แต่เงินบาทยังทรงตัวที่ระดับ 33.18 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์เนื่องจากยังขาดปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นต่อ ก่อนที่จะปรับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น หลังดูไบเวิลด์เผยแผนปรับโครงสร้างหนี้น้อยกว่าที่ตลาดคาด
ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีช่วยสร้างความหวังให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกันการเข้าแทรกแซงตลาดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เริ่มชะลอลงยังเป็นอีกปัจจัยที่ส่งให้เงินบาททะยานขึ้นสู่ระดับ 33.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนจะปรับตัวในกรอบแคบๆ ที่ระดับ 33.11 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางปริมาณธุรกรรมที่ค่อนข้างเบาบางในช่วงก่อนวันหยุดยาวสุดสัปดาห์
อีกทั้งนักลงทุนบางส่วนชะลอการทำธุรกรรมเพื่อรอการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานสหรัฐในช่วงค่ำวันศุกร์ โดยคาดว่าการจ้างงานของสหรัฐ จะลดลง 1.3 แสนตำแหน่ง ลดลงเมื่อเทียบกับ 1.9 แสนตำแหน่ง ในเดือนต.ค. ขณะที่อัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 10.2% เช่นเดิม
ในช่วงสัปดาห์นี้ (วันที่ 8-11 ธ.ค. 2552) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ คาดว่าเงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบที่ใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวในช่วง 33.05-33.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากธุรกรรมที่ค่อนข้างเบาบางในช่วงปลายปี
ขณะที่ยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาในตลาด อย่างไรก็ดีเงินเหรียญสหรัฐยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงและภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวดี คาดว่ายังเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินภูมิภาค รวมทั้งเงินบาทให้มีโอกาสปรับแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ดี สำหรับปัจจัยในประเทศยังต้องระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองจากการนัดชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงปลายสัปดาห์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น และอาจเป็นปัจจัยจำกัดการแข็งค่าของเงินบาท ในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ที่ต้องจับตาในช่วงสัปดาห์นี้ ตลาดให้ความสนใจข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงปลายสัปดาห์ ได้แก่ ข้อมูลสต๊อกสินค้าภาคค้าส่งข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ การเผยงบประมาณของรัฐบาลกลาง ยอดค้าปลีก รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในช่วงปลายสัปดาห์ โดยคาดว่าข้อมูลจะออกมาดีเป็นส่วนใหญ่ และจะช่วยหนุนให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นต่อได้


ที่มาhttp://www.posttoday.com/finance.php?id=79551

คำถาม

1.ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 30 พ.ย.- 4 ธ.ค. 2552) ค่าเงินบาทปรับตัวใน ทิศทางใด

2.อัตราการว่างงานสหรัฐในช่วงค่ำวันศุกร์ โดยคาดว่าการจ้างงานของสหรัฐ จะลดลงเท่าไร

3.ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ที่ต้องจับตาในช่วงสัปดาห์นี้คือสิ่งใด

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ผลกระทบจาก Dubai World กับไทยอยู่ในวงจำกัด


จัดทำบทความโดย
น.ส.จิดาภา กิจสวัสดิ์
เลขทะเบียน 5001208022

รายงานโดย :บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเชียไซรัส:
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เหตุการณ์ : เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลดูไบประกาศสองข่าวทั้งดีและร้าย ข่าวดีคือรัฐบาลดูไบประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งผู้ซื้อก็คือ สองแบงก์ที่ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลอาบูดาบี หุ้นกู้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการออกหุ้นกู้ทั้งหมด 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ของรัฐบาลดูไบ ตามมาด้วยข่าวร้ายที่คาดไม่ถึงคือการขอยืดการชำระหนี้ของ Dubai World (ถือหุ้นทั้งหมดโดยรัฐบาลดูไบ) และ Nakheel (บริษัทย่อยของ Dubai World) ไปเป็นสิ้นเดือนพ.ค. 2010 เป็นอย่างเร็ว โดย Nakheel มีหุ้นกู้ (Sukuk Bond) ที่จะครบกำหนดชำระในเดือนธ.ค.นี้ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และที่จะครบกำหนดชำระใน 1Q10 อีก 4,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ Dubai World มีหนี้ทั้งหมด 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 74% ของหนี้ทั้งหมดของรัฐบาลดูไบที่มีอยู่ประมาณ 89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ปัญหาของดูไบเกิดจากการลงทุนที่เกินตัว รัฐบาลมีโครงการมากมาย เช่น The Palm (เกาะรูปต้นปาล์ม) The World (เอาทรายไปถมทะเลสร้างเป็น 300 เกาะรูปแผนที่โลก) Nakheel Tower (ตึกที่สูงที่สุดในโลก) ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้สินประมาณ 8–9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับ GDP ของทั้งประเทศ ไม่มีเงินออม การลงทุนต่างๆ พึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศเป็นจำนวนมากเพราะทรัพยากรสำคัญของประเทศคือน้ำมันหมดไปหลายปีแล้ว รายได้หลักจึงมาจากการท่องเที่ยว ดูไบจึงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกในครั้งนี้อย่างรุนแรงตั้งแต่ 2Q08 หลังจากเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ผลกระทบ : เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในการลงทุน จะเห็นว่าทันทีที่รัฐบาลดูไบประกาศยืดชำระหนี้ CDS Spread ของรัฐบาลดูไบปรับขึ้นทันที 123 bps เป็น 459 bps แม้แต่ CDS Rate ของรัฐอาบูดาบีซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากก็ยังขยับขึ้นไปด้วยเล็กน้อย 10 bps ความกังวลในเรื่องปัญหา Credit Risk ที่บรรเทาลงไปมากหลังจากเกิดวิกฤต Lehman อาจกลับมาอีกรอบใหม่หากการปรับโครงสร้างหนี้ของดูไบไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมไม่ลำพังเฉพาะของ ดูไบ แต่อาจรวมถึงทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จะสูงขึ้น แบงก์ต่างๆ ที่ปล่อยกู้ให้ดูไบอาจต้องประสบปัญหาการตั้งสำรองเพิ่ม จากข้อมูลของ Emirates Banks Association พบว่าแบงก์ต่างชาติที่มีธุรกรรมกับ UAE มี Standard Charter, HSBC, Barclays, Citi, BNPP, RBS, Sumitomo Mitsui Banking Corp เป็นต้น
บริษัทจดทะเบียนในไทยได้รับผลกระทบน้อยมาก
กลุ่มรับเหมา : ITD กับ NWR ร่วมลงทุนในดูไบคือ ITD-Nawarat สัดส่วนถือหุ้น ITD : NWR = 60:40 และ QINA Contracting L.L.C ทุนจดทะเบียน AED 3 ล้านดีแรมห์ (29.5 ล้านบาท) โดย NWR ถือ 20% (5.9 ล้านบาท) และ ITD ถือ 24% ทั้งสองบริษัทมีเงินกู้ระยะในบริษัทร่วมทุนในดูไบ 157 ล้านบาท และลูกหนี้อีก 11 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งสำรองแล้ว NWR – มีเงินกู้และลูกหนี้ ~120 ล้านบาท
PLE ไม่กระทบเพราะขายหุ้นบริษัทร่วม Power Line Gulf Construction L.L.C (PLGC) Dubai, U.A. (ถือ 25%) ~3.2 ล้านบาท และตัดจ่ายหนี้ทั้งหมด 130 ล้านบาท ไปแล้วตั้งแต่ 1 ก.ย. 2552 ส่วน CK และ STEC ไม่มีงานในดูไบ
กลุ่มแบงก์ : KTB, TMB, KBANK ไม่มีเงินลงทุนและเงินให้สินเชื่อ SCB มีเงินให้สินเชื่อให้กับโครงการคอนโดนอร์ทเทิร์นสาทร ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่โดย Dubai World มีสินเชื่อที่คงค้างอยู่หลักร้อยล้านบาท (จากวงเงิน 3,000 ล้านบาท) ซึ่งหากเสียหายทั้งจำนวนจะมีผลต่อกำไรเพียง 2-3% (จากคาดการณ์กำไรทั้งปีราว 2.1 หมื่นล้านบาท) BAY มีประมาณ 500 ล้านบาท เป็น General Investment ในตราสารหนี้ซึ่งออกโดยภาคเอกชน และมีรัฐบาลดูไบค้ำประกันราว 500 ล้านบาท ขณะนี้ยังมีการจ่ายดอกเบี้ยตามปกติ ถ้าต้อง Write-Off จะกระทบกำไรปี 2552 ประมาณ 8% (คาดการณ์กำไรทั้งปีอยู่ที่ราว 6,500 ล้านบาท) BBL มีเงินให้สินเชื่อในดูไบเล็กน้อย (เราคาดว่าไม่น่าเกิน 1,000 ล้านบาท) และไม่มีพอร์ตเงินลงทุน
กลุ่มบริการ : BH ขายเงินลงทุนในดูไบไปแล้วเป็นเงินประมาณ 6 แสนเหรียญสหรัฐ มีการรับบริหารโรงพยาบาลในรัฐอาบูดาบี ส่วน MINT ไม่มีเงินลงทุนในดูไบ การรับจ้างบริหารโรงแรมในดูไบนั้น โรงแรมดังกล่าวจะสร้างเสร็จในปี 2555
หุ้น Domestic Plays ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวยังน่าสนใจ : แบงก์ (โดยเฉพาะทีมีประเด็น M&A) เกษตรและอาหาร ค้าปลีก โรงไฟฟ้าและน้ำประปา บันเทิง โรงพยาบาล

ที่มาhttp://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=78679


คำถาม

1.Dubai World มีหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นของหนี้ของรัฐบาล

2.บริษัทจดทะเบียนในไทยได้รับผลกระทบน้อยมาก ได้แก่กลุ่มใดบ้าง

3.กลุ่มรับเหมาPLEไม่มีผลกระทบเพราะเหตุใด

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คาดปีหน้าเงินบาทแข็งต่อเนื่อง

จัดทำบทความโดย
นางสาวภารดี ฉัตร์เท เลขทะเบียน 5001208004
เรื่อง คาดปีหน้าเงินบาทแข็งต่อเนื่องที่ 31.50 บาท/เหรียญ

กสิกรไทย คาด ปีหน้าค่าบาทยังแข็งต่อเนื่องตามค่างเงินในภูมิภาค แจงเหตุที่ไม่สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เพราะกลัวเงินทุนไหลเข้าทำบาทแข็งหนักเมื่อวันที่ 25 พ.ย. นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ค่าเงินบาทของไทยมีแนวโน้มแข็งตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงกลางปี 2553 เชื่อว่าเงินบาทจะอยู่ที่ 32.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และสิ้นปี 2553 อยู่ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเกิดจากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลาร์สหรัฐฯ โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจะเป็นไปทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค อย่างไรก็ตามตัวเลขประมาณค่าเงินบาทในปีหน้ายังไม่รวมปัจจัยเสี่ยงด้าน การเมือง “การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท สิ่งที่ต้องจับตาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งต้องยอมว่าในปีนี้ธปท.มีการแทรกแซงเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากตัวเลขทุนสำรองในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มขึ้น 70,000-80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นเท่าตัว ดังนั้นค่าเงินบาทของไทยจะแข็งค่าขึ้นรวดเร็วแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการเข้าไปแทรกแซงของธปท.” ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธ.กสิกรไทย กล่าวนายธิติ กล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่า จะปรับขึ้นเร็วที่สุดคาดว่าจะเป็นช่วงกลางปี 2553 เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย หากธปท.ขึ้นดอกเบี้ยก็จะส่งผลให้เกิดเงินทุนไหลเข้า เป็นตัวกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ดังนั้นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของประเทศไทยต้องสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของเฟด ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธ.กสิกรไทย กล่าวด้วยว่า ธุรกิจตลาดทุนในปีหน้า คาดว่าภาคเอกชนจะมีการออกหุ้นกู้ 225,000 ล้านบาท และธนาคารมีส่วนแบ่งการตลาด 56,250 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25 % ของตลาด ส่วนการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองคาดว่าจะมีมูลค่า 3.5 ล้านล้านบาท โดยธนาคารมีส่วนแบ่งตลาด 525,000 ล้านบาท หรือ 15 % ขณะที่การปล่อยสินเชื่อร่วม หรือสินเชื่อซินดิเคท ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบจะอยู่ที่ 130,000 ล้านบาท โดยธนาคารคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาด 40,000 ล้านบาท หรือ 30 % ของตลาด ส่วนการปล่อยสินเชื่อโครงการที่น่าสนใจ จะเป็นปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะ 16 โครงการธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 175,000 ล้านบาท

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/eco/49160)

คำถาม
1.สิ่งใดที่ต้องจับตาดูจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
2.แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเป็นอย่างไร
3.การคาดการณ์ของตลาดทุนปีหน้าเป็นอย่างไร

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

รูปแบบบทความ


จัดทำบทความโดย
ชื่อ-สกุล......................เลขทะเบียน................

เรื่อง.................................................
.........................ส่วนเนื้อหาบทความ.......................
.................................................................................
.................................................................................
.................................................................................
ที่มา : ...............................................................

คำถามท้ายเรื่อง
1....................................................................
2....................................................................
3....................................................................